top of page
ค้นหา

ผู้ป่วยโรคไตดูแลหัวใจอย่างไรให้แข็งแรง

3 วันที่ผ่านมา
ยาว 1 นาที

รู้หรือไม่ว่า…คนที่เป็นโรคไตเรื้อรัง มีความเสี่ยงเสียชีวิตจาก "โรคหัวใจ" มากกว่าจากไตวายเสียอีก? หลายครอบครัวที่มีคนใกล้ตัวกำลังจะเริ่มฟอกไต มักกังวลเรื่องการฟอกเลือด การกินอาหาร หรือการใช้ชีวิตประจำวัน แต่กลับมองข้ามเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ "หัวใจ" ของผู้ป่วยเอง

เนื่องในวันหัวใจโลก (World Heart Day) 29 กันยายนของทุกปี วันนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจว่าทำไมโรคไตกับโรคหัวใจถึงมักมาคู่กัน และผู้ป่วยโรคไต โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในภาวะไตระยะ 5 หรือกำลังจะฟอกไต ควรดูแลหัวใจของตัวเองอย่างไรให้แข็งแรงในระยะยาว

ผู้ป่วยโรคไตดูแลหัวใจอย่างไรให้แข็งแรง

ทำไม "ไต" กับ "หัวใจ" ถึงเป็นของคู่กัน

ทำไม "ไต" กับ "หัวใจ" ถึงเป็นของคู่กัน

ไตกับหัวใจทำงานเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ไตมีหน้าที่กรองของเสีย ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย เมื่อไตเริ่มเสื่อม โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย ร่างกายจะเก็บน้ำและโซเดียมไว้มากเกินไป ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด นานวันเข้าหัวใจจะโตและอ่อนแรงลง

นอกจากนี้ ภาวะไตเสื่อมยังทำให้ระดับแร่ธาตุอย่างโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสในเลือดผิดปกติ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ และภาวะโลหิตจางที่พบบ่อยในผู้ป่วยไตเรื้อรังก็ยิ่งเพิ่มภาระให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นไปอีก จึงไม่แปลกที่แพทย์จะเฝ้าระวังสุขภาพหัวใจของผู้ป่วยไตอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการดูแลไต

สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

ผู้ป่วยโรคไตควรสังเกตอาการเหล่านี้และรีบปรึกษาแพทย์ทันทีหากพบ:





เหนื่อยง่ายผิดปกติ หายใจไม่อิ่ม โดยเฉพาะเวลานอนราบ



ขาบวม เท้าบวม น้ำหนักขึ้นเร็วผิดปกติในไม่กี่วัน



ใจสั่น หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ



เจ็บแน่นหน้าอก

ผู้ป่วยโรคไตควรสังเกตอาการเหล่านี้และรีบปรึกษาแพทย์ทันทีหากพบ:

  • เหนื่อยง่ายผิดปกติ หายใจไม่อิ่ม โดยเฉพาะเวลานอนราบ

  • ขาบวม เท้าบวม น้ำหนักขึ้นเร็วผิดปกติในไม่กี่วัน

  • ใจสั่น หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ

  • เจ็บแน่นหน้าอก

6 วิธีดูแลหัวใจให้แข็งแรง สำหรับผู้ป่วยโรคไต

6 วิธีดูแลหัวใจให้แข็งแรง สำหรับผู้ป่วยโรคไต

1. คุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์

ความดันโลหิตสูงเป็นตัวการหลักที่ทำร้ายทั้งไตและหัวใจไปพร้อมกัน ผู้ป่วยควรวัดความดันสม่ำเสมอ กินยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง ไม่ปรับยาเองแม้จะรู้สึกดีขึ้นแล้ว

2. จำกัดโซเดียมและปริมาณน้ำดื่ม

การกินเค็มและดื่มน้ำมากเกินไปทำให้ร่างกายบวมน้ำ หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ผู้ป่วยที่ฟอกไตควรปฏิบัติตามปริมาณน้ำที่แพทย์หรือนักโภชนาการกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

3. ควบคุมโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสในอาหาร

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วย ส้ม มะเขือเทศ และอาหารแปรรูปที่มีฟอสฟอรัสแฝง เพื่อป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

4. ออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ

ออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ

การเดินเบา ๆ หรือกายบริหารง่าย ๆ วันละ 15-20 นาที ช่วยให้หัวใจและหลอดเลือดแข็งแรงขึ้น แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มออกกำลังกาย โดยเฉพาะผู้ที่ฟอกไตอยู่

5. ฟอกไตตามนัดอย่างสม่ำเสมอ ไม่ขาดคิว

การฟอกไตไม่สม่ำเสมอทำให้ของเสียและน้ำส่วนเกินคั่งค้างในร่างกาย ส่งผลเสียต่อหัวใจโดยตรง การมาตามนัดครบทุกครั้งจึงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา

6. ตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ

ผู้ป่วยโรคไต โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและพบแพทย์ตามนัดเพื่อประเมินการทำงานของหัวใจอย่างสม่ำเสมอ จะได้พบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะลุกลาม

วันหัวใจโลก จุดเริ่มต้นของการใส่ใจหัวใจอย่างจริงจัง

วันหัวใจโลก จุดเริ่มต้นของการใส่ใจหัวใจอย่างจริงจัง

วันหัวใจโลก 29 กันยายนของทุกปี ไม่ใช่แค่วันรณรงค์ทั่วไป แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตและครอบครัว หันมาใส่ใจสุขภาพหัวใจอย่างจริงจัง เพราะการดูแลไตที่ดีที่สุด คือการดูแลหัวใจไปพร้อมกัน

สำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุหรือคนที่กำลังจะเริ่มฟอกไต การเลือกสถานพยาบาลที่ดูแลครบทั้งเรื่องไตและภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจจึงสำคัญมาก ที่คลินิกเวชกรรมไตเทียมพัทยา นอกจากบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมตามมาตรฐานสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยแล้ว ทีมแพทย์และพยาบาลยังให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ การใช้ยา และดูแลภาวะแทรกซ้อนอย่างความดันโลหิตสูงหรือภาวะน้ำเกิน ที่ส่งผลต่อหัวใจโดยตรง ในบรรยากาศอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน เปิดบริการทุกวัน หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังมองหาที่ฟอกไตที่ดูแลใส่ใจแบบครบวงจร สามารถทักเข้ามาปรึกษาเราได้แล้ววันนี้

คลินิกเวชกรรมไตเทียมพัทยา

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page